วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับกฎหมาย

One...
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1  ความหมาย ความสำคัญ ที่มา ประเภทองค์ประกอบของกฎหมาย
รหัสวิชา 201   http://www.exam.in.th/subject_list.php?u=wnwnwn
Two หน่วยการเรียนรุ้ที่ 2 เรื่องกฎหมายแพ่งของกฎหมายอาญา
รหัส 202  http://www.exam.in.th/subject_list.php?u=wnwnwn
Three หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
รหัส203 http://www.exam.in.th/subject_list.php?u=wnwnwn
Four หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง กฎหมายหลักที่ใช้ปกครองประเทศ
รหัส 204 http://www.exam.in.th/subject_list.php?u=wnwnwn


ปัญหาการใช้กฎหมาย ความจำเป็นที่จะต้องรู้และปฏิบัติตนตามกฎหมาย

ปัญหาการใช้กฎหมาย ความจำเป็นที่จะต้องรู้และปฏิบัติตนตามกฎหมาย

กฎหมายในประเทศไทยมี่อยู่มากมายปัญหาในการใช้กฏหมาย คือ ควรประกาศให้ชัดเจนว่ามาตราใดยกเลิกหรือมาตราใดยังใช้อยู่ เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนอยู่กับตัวกฏหมาย
ความจำเป็นในการรู้กฏหมายต้อง รู้ให้มากเนื่องจากสังคมในปัจจุบันมีกลโกงมากมายและมักจะมีพวกชอบฉวยโอกาส ที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างของกฏหมายอย่างน้อยเราก็ควรรู้กฏหมายที่ใช้ใน ชีวิตประจำวัน

การอุดช่องว่างของกฎหมาย
การอุดช่องว่างของกฎหมาย มี 2 วิธี

๑.ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ให้ใช้หลักเกณฑ์ทั่วไป
๒.มีกฎหมายบัญญัติไว้ ให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย
ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดหลักเกณฑ์ให้นำประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ ถ้ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้
ตามพระราชบัญญัติการขัดกันแห่งกฎหมาย กำหนดให้ใช้กฎหมายทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ แผนกคดีบุคคลอุดช่องว่าง
ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดหลักเกณฑ์ว่าถ้าไม่มีบทกฎหมายที่จะแยกมาปรับแก่คดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามครรลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีให้วินิจฉัยคดีเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายนั้นก็ไม้มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

การตีความ การตีความมี 2 กรณี
หลักการตีความในกฎหมายทั่วไป

ตีความตามตัวอักษร คือ การหยั่งทราบความหมายของตัวอักษรนั้น
ตีความตามเจตนารมณ์ คือ การหยั่งทราบความหมายของถ้อยคำ ในบทกฎหมายจากเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของกฎหมายนั้น

หลักการตีความ ในกฎหมายพิเศษ
ต้องตีความตัวอักษรโดยเคร่งครัด
ห้ามขยายความให้เป็นโทษ
ต้องตีความให้ผลดีแก่ผู้ต้องหา

การใช้กฎหมาย

กฎหมายใช้กับใคร
ใช้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในรัฐนั้น

กฎหมายใช้ที่ไหน
ใช้ในราชอาณาจักร
ราชอาณาจักร ได้แก่
๑. ส่วนของประเทศที่เป็นพื้นดิน แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง บาง
๒. ส่วนของทะเลอันเป็นอ่าวไทย และส่วนที่ห่างออกจากชายฝั่ง ๒๐๐ ไมล์ทะเล
๓. พื้นอากาศ เหนือ ข้อ ๑ และ ๒
สำหรับ การกระทำความผิดบนอากาศยานไทย และเรือไทย ไม่่ว่าจะอยู่ที่ไหน ให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย และจะถูกลงโทษโดย กฎหมายไทย

กฎหมายใช้เมื่อไร
ใช้ตั้งแต่กำหนดให้มีผลบังคับใช้ การกำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้นั้น ก็จะมีหลายลักษณะ เช่น
๑. บังคับใช้ทันทีในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
๒. มีผลบังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
๓. มีผลบังคับเมื่อพ้นระยะเวลา ที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมายนั้น ๆ เช่น เมื่อพ้นกำหนด ๓๐ วันแล้ว จึงมีผลบังคับใช้ โดยทั่วไปจะเป็นกฎหมายที่ต้องการให้
เ้จ้าหน้าที่ และประชาชน ได้เตรียมตัวเพื่ออยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัย ต้องให้เวลา
เพื่อบริษัทสามารถผลิต และประชาชน จะได้ซื้อหาหมวกให้ได้ทั่วถึงเสียก่อน จึงจะบังคับใช้กฎหมาย

การยกเลิกกฎหมาย
โดยทั่วไปการยกเลิกกฎหมาย จะมี 2 ลักษณะ คือ
1. ยกเลิกโดยตรง
2. ยกเลิกโดยปริยาย
การ ยกเลิกโดยตรง คือ การระบุยกเลิกกฎหมายนั้น ๆ ไว้ในกฎหมายฉบับที่ออกมาใช้บังคับใหม่ เป็นลักษณะการออกกฎหมายใหม่มายกเลิกกฎหมายเก่านั่นเอง
ส่วนการยกเลิกโดย ปริยาย คือ การที่กฎหมายฉบับนั้น ๆ เลิกบังคับใช้ไปเอง โดยที่ไม่ต้องมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมา ระบุหรือบัญญัติให้ยกเลิกแต่ประการใด
นั่น คือ กฎหมายฉบับดังกล่าว อาจมีกำหนดระยะเวลาในการบังคับใช้เอาไว้ในตัวมันเอง ดังนั้นเมื่อหมดระยะเวลาตามที่ระบุ ก็ถือว่ากฎหมายถูกยกเลิกไปเองโดยป ริยาย

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

พระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2534
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2534
  เป็นปีที่ 46 ในรัชการปัจจุบัน

    


               พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ ยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1, 2, 3, 4, 5, 6
ส่วนที่ 1 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (มาตรา 7, 8)

หมวด 1 การจัดระเบียบราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี
(มาตรา 9 - 17)
หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวง หรือทบวง
(มาตรา 18 - 24)
หมวด 3 การจัดระเบียบราชการในทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (มาตรา 25 - 30)
หมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม (มาตรา 31- 37)
หมวด 5 การปฏิบัติราชการแทน (มาตรา 38 - 40)
หมวด 6 การรักษาราชการแทน (มาตรา 41- 50)

ส่วนที่ 2 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค (มาตรา 51)

หมวด 1 จังหวัด (มาตรา 52 - 60)
หมวด 2 อำเภอ (มาตรา 61 - 68)

ส่วนที่ 3 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (มาตรา 69 - 71)
บทเฉพาะกาล (มาตรา 72- 75)

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปันยารชุน
นายกรัฐมนตรี

(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 108 ตอนที่ 156 วันที่ 4 กันยายน 2534)



หมายเหตุ
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการจำเป็นต้อง กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อมิให้มีการ
ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน ระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ และเพื่อให้การบริหารงานในระดับกระทรวงมีเอกภาพ สามารถดำเนินการ ให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีกำหนดได้ และ สมควรเพิ่มบทบัญญัติ เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนให้ ครบถ้วนชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติราชการ และกำหนดอำนาจ และหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการควบคุมดูแลการปฎิบัติราชการของข้าราชการ ซึ่งปฎิบัติราชการในเขตจังหวัดให้เหมาะสมขึ้น ประกอบกับประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2515  ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน  ได้ประกาศใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว    สมควรแก้ไข ปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติเสียในคราวเดียวกันจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

กฎหมายรัฐธรรมนูญ(ต่อ)

หน้าที่ของปวงชนชาวไทย

1.             หน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบบประชาธิปไตย
2.       หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
3.       หน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
กรณีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ได้แจ้งเหตุอันควร หรือแจ้งแต่ไม่ใช้เหตุอันควร
จะเสียสิทธิ 8 ประการ
3.1     สิทธิยื่นร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น
3.2     สิทธิร้องคัดค้านการเลือกกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
3.3     สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น
3.4     สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
3.5     สิทธิเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมาย
3.6     สิทธิเข้าชื่อร้องขอให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น
3.7     สิทธิเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคล
3.8     สิทธิเข้าชื่อร้องให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
4.       หน้าที่ป้องกันประเทศ
5.       หน้าที่รับราชการทหาร
6.       หน้าที่เสียภาษีอากร
7.       หน้าที่ช่วยเหลือราชการ
8.       หน้าที่รับการศึกษาอบรม
9.       หน้าที่พิทักษ์ปกป้องและสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น
10.    หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กฎหมายรัฐธรรมนูญ

กฎหมารัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยแต่เดิมนั้น อำนาจในการปกครองแผ่นดินเป็นสิทธิขาดของพระมหากษัตริย์แต่พระองค์เดียว หรือที่เรียกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.. 2475 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้มีกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมารัฐธรรมนูญกลายเป็นหลักสำคัญในการปกครองประเทศ แม้จะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตามสภาวะการณ์ของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไปของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศและถือเป็นแม่บทของกฎหมายต่างๆ ถ้ากฎหมาย ใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญกฎหมายนั้นจะใช้บังคับไม่ได้เมื่อกล่าวถึงรัฐธรรมนูญจะเกี่ยวข้องกับเรื่องรูปแบบการปกครอง ประมุขของประเทศ อำนาจอธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน
      รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของไทยคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดรูปแบบให้ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช้เป็นสหพันธรัฐ สาธารณรัฐ หรือสมาพันธรัฐให้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดของรัฐแบ่งเป็น 3 ส่วนคืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ อำนาจอธิปไตยดังกล่าวเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย กล่าวคือ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตี และอำนาจตุลาการผ่านทางศาล นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเสมอภาคกัน
หลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
                1. ให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ตลอดจนเพิ่มสิทธิและเสรีภาพใหม่ ให้แก่ประชาชน
      2.  ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเสนอกฎหมายได้
      3.   ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ และสร้างองค์กรเพื่อควบคุม ตรวจสอบ และถ่วงดุลการใช้อำนาจ


สิทธิและเสรีภาพและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
สิทธิ (Right) หมายถึง   ประโยชน์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้
      เสรีภาพ (Liberty) หมายถึง  ความมีอิสระที่จะกระทำหรืองดเว้นกระทำการ ถ้าเสรีภาพใดมีกฎหมายรองรับ เสรีภาพก็อาจกลายเป็นสิทธิได้ จึงมักเรียกรวม ๆ กันว่า สิทธิและเสรีภาพ
      หน้าที่ (Obligation) หมายถึง  สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้กระทำหรืองดเว้นกระทำ เมื่อมีสิทธิแล้วจะมีหน้าที่ควบคู่ไปด้วยเสมอ


     สิทธิและเสรีภาพของพลเมืองไทย

      1. สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น ห้ามทรมาน ทารุนกรรม หรือลงโทษด้วยวิธีโหดร้าย หรือไร้มนุษยธรรม
      2.  สิทธิในครอบครัวและความเป็นอยู่ส่วนตัว  รัฐธรรมนูญห้ามกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความ   หรือภาพไปสู่สาธารชน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัว เช่น แอบถ่ายภาพผู้อื่นขณะอยู่ในบ้านแล้วนำไปพิมพ์จำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
      3.  เสรีภาพในเคหสถาน  บ้านเป็นสถานที่อยู่อาศัยสามารถอยู่อย่างสงบสุข ปราศจากสิ่งใด ๆ มารบกวน แม้แต่อำนาจของรัฐ ผู้อื่นจะเข้าไปภายในบ้านโดยผู้อาศัยในบ้านไม่ยินยอมไม่ได้
      4.  เสรีภาพในการเดินทาง   และเลือกถิ่นที่อยู่   ประชาชนมีสิทธิเดินทางไปที่ใด หรือตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรก็ได้ และจะเนรเทศผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ได้ อย่างไรก็ดีอาจออกกฎหมายเฉพาะจำกัดเสรีภาพนี้
      5.  เสรีภาพในการสื่อสาร  รัฐธรรมนูญคุ้มครองการติดต่อสื่อสารถึงกันโดยที่คนอื่นไม่อาจล่วงรู้ข้อความได้ ดังนั้นจึงห้ามตรวจ กัก เปิดเผยสิ่งสื่อสารที่มีผู้ติดต่อถึงกันหรือทำวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้รู้ข้อความ เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐจะอ่านจดหมายที่ประชาชนส่งถึงกันหรือดักฟังโทรศัพท์ไม่ได้ เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะอนุญาตให้ทำได้
      6. เสรีภาพในการถือศาสนา  พลเมืองไทยมีเสรีภาพที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้ แม้เป็นเพียงนิกาย หรือลัทธินิยมในทางศาสนา
      7. สิทธิในการไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน  รัฐธรรมนูญห้ามเกณฑ์แรงงานประชาชนไปขุดคลองหรือก่อสร้าง เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะให้อำนาจไว้ เช่น ป้องกันภัยพิบัติสาธารณะที่เกิดขึ้นอย่างฉุกเฉิน หรือประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
      8.  เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าโดยการพูด หรือการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่พลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
      9.  เสรีภาพในทางวิชาการ  รัฐธรรมนูญส่งเสริมทางทำงานวิชาการโดยคุ้มครองการศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย หรือการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่พลเมืองดีหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
      10.   เสรีภาพในการชุมชน   การชุมนุมที่กระทำได้ต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ
      11.  เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม  ประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันได้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการเช่น รวมตัวกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ กลุ่มเกษตรกร องค์กรเอกชนหรือหมู่คณะอื่น ๆ
      12. เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง   การรวมกลุ่มของประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกัน อาจออกมาในรูปของการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันและดำเนินกิจการทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น
      13.  สิทธิต่อต้านการยึดอำนาจ  การธำรงรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตย อาจต้องใช้วิธีต่อต้านการยึดอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ เช่น การใช้กำลังปฏิวัติรัฐประหาร รัฐธรรมนูญกำหนดว่าการต่อต้านต้องทำโดยสันติวิธี
      14.  สิทธิในทรัพย์สิน  มนุษย์จำเป็นต้องหาทรัพย์สินเงินทอง และเก็บไว้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตน หากทรัพย์ที่อุตส่าห์หามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก ต้องถูกผู้อื่นฉกฉวยเอาไป ย่อมไม่เป็นธรรมต่อเขา รัฐธรรมนูญจึงคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และการตกทอดของทรัพย์สินไปยังทายาท
      15.    เสรีภาพในการประกอบอาชีพ   บุคคลสามารถประกอบกิจการ  หรือประกอบอาชีพใดก็ได้โดยมีกติกาคือให้แข่งขันกันโดยเสรีและเป็นธรรม เสรีภาพดังกล่าวอาจถูกจำกัดหากมีกฎหมายเฉพาะให้ทำได้ เช่น ไปประกอบอาชีพที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศเป็นต้น
      16.   สิทธิในการได้รับการศึกษา  ประชาชนมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี รัฐบาลต้องจัดให้มีโรงเรียนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียน  นอกจากนี้การจัดการศึกษาต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเอกชนมีส่วนร่วมด้วย
      17.  สิทธิที่จะได้รับบริการทางสาธารณสุข  ประชาชนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน การบริการสาธารณสุขของรัฐต้องทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คนยากจนมีสิทธิได้รับบริการรักษาพยาบาลจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
      18.  สิทธิในการมีส่วนร่วมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม  การดูแลสิ่งแวดล้อมให้ได้ผลจำต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชน รัฐธรรมนูญให้โอกาสประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการบำรุงรักษา และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
      19.  สิทธิในฐานะเป็นผู้บริโภค  เพื่อให้ประชาชนได้บริโภค หรือใช้สินค้าที่ปลอดภัยมีคุณภาพ และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า รัฐธรรมนูญจึงคุ้มครองประชาชนในฐานะผู้บริโภค รวมทั้งให้สร้างองค์กรอิสระที่เป็นตัวแทนผู้บริโภค
      20.  สิทธิในการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร  การที่ประชาชนจะติดตาม ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างได้ผลนั้นประชาชนต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยต่อสารธรณชนและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้
      21.   สิทธิเกี่ยวกับการกระทำทางการปกครอง  ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกคำสั่งหรือการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจกระทบต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้บุคคลนั้นมีสิทธิ มีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อมีการปฏิบัติราชการทางปกครอง มีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ

  สิทธิและเสรีภาพสำหรับบุคคลบางจำพวก

       1.  สื่อมวลชน       รัฐธรรมนูญป้องกันการริดรอนเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อสารมวลชน จึงห้ามสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์ และห้ามการเซ็นเซอร์ข่าว หรือการส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวก่อนเผยแพร่เว้นแต่กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบและต้องอาศัยอำนาจของกฎหมาย
2.  เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว ให้พ้นจากการใช้ความรุนแรง และการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม เช่น การที่สามีใช้กำลังทุบทำร้ายภรรยาและบุตร หรือบิดามารดาล่ามโซ่บุตรที่วิกลจริต
สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่มีผู้ดูแล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาจากรัฐ
3.        บุคคลสูงอายุ บุคคลซึ่งอายุเกิน 60 ปี บริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
4.        ผู้พิการ      คนพิการ หรือทุพพลภาพ ถือเป็นผู้ด้อยโอกาสรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ
5.       เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่น และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐ มีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ถูกจำกัดโดยกฎหมายเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณ
6.        บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญา คคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญามีทั้งผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องหาที่ถูกนำตัวฟ้องศาลแล้ว พยานที่ไปให้การต่อศาลและถูกคุมขัง

กฎหมายตราสามดวง

กฎหมายอื่นๆ(ทั่วไป)
กฎหมายตราสามดวง
 กฎหมายตราสามดวง เป็นแหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์ไทยที่สำคัญสิ่งหนึ่ง เพราะเป็นเอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในสังคมและวัฒนธรรมไทย ซึ่งมักจะขาดหายไปจากงานเขียนหลัก อย่างพระราชพงศาวดาร แต่กลับปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง ดั้งนั้น ถ้าขาดประมวลกฎหมายตราสามดวงอันเป็นเสมือนแว่นส่องสังคมไทยแล้ว นักประวัติศาสตร์ย่อมขาดข้อมูลที่จะเรียนรู้ว่ารากเหง้าของสังคมไทยเป็นอย่างไร คนไทยเคยอยู่กันอย่างไร และเคยมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมอย่างไร ในการศึกษาเท่าที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักการในกฎหมายตราสาม ดวงกับกฎหมายไทยหลังปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแล้วนอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นแนวคิดบางประการที่อยู่บนพื้นฐานของการที่ผู้พิพากษาและตระลาการต้องมีศีลธรรมและจริยธรรมมากกว่า การเอาตัวบทกฎหมายเป็นใหญ่ กฎหมายตราสามดวงจึงเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้พระราชทานไว้ให้แก่คนไทย

กฎหมายพรรคการเมือง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ถูกบัญญัติขึ้นหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550มื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 ภายใต้สถานการณ์ที่จะต้องนำพาประเทศไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งต่อไป และเพื่อแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ก่อให้เกิดการผูกขาดอำนาจรัฐและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นระบบการดำเนินการทางการเมืองที่ขาดความโปร่งใส ไม่มีคุณธรรม และจริยธรรม ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ล้มเหลว และการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนยังไม่ได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างเต็มที่ดังนั้นเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บางส่วนอาจคงสภาพเดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และเนื้อหาบางส่วนก็เป็นไปเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน อาทิ
เนื้อหาในส่วนของระบบพรรคการเมือง
1. มาตรา 65 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 11 เสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม ได้มีการกำหนดให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง

2. มาตรา 138 หมวด 6 รัฐสภา ส่วนที่ 6 การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้มีการบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญ จำนวน 9 ฉบับซึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ก็นับเป็นกฎหมายในนั้น โดยในบทเฉพาะกาลมาตรา 295 ได้ระบุว่า ให้สภาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

ดังนั้น จึงส่งผลให้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งพรรคการเมืองไว้ว่า ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือผู้มีสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ โดยมีจำนวนตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปอาจรวมกันดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองได้ (มาตรา 8) และต้องมีสมาชิกห้าพันคนขึ้นไปภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และกระจายตามภาคและจังหวัดตามที่นายทะเบียนกำหนด และต้องมีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขาภายใน 1 ปี (มาตรา 26)

กฎหมายเลือกตั้ง

กฎหมายการเลือกตั้ง

การกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งมีลักษณะอย่างไร?

 ผู้สมัครสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือบุคคลใดจะปฏิบัติในลักษณะต่อไปนี้ไม่ได้ (ข้อห้าม)
1. จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อันคำนวณเป็นเงินได้ รวมทั้งการให้เงินหรือสิ่งของในวาระต่างๆแก่บุคคล เช่น งานวันเกิด งานบวช เป็นต้น
2. ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินประโยชน์ใดๆแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด เป็นต้น
3. ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการจัดให้มีมหรสพ หรือ งานรื่นเริง
4. เลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงบุคคล หรือในการประชุม อบรม สัมมนา เป็นต้น
5. หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย จูงใจให้เข้าใจผิดผู้สมัครคนอื่นๆ
6. ใช้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยมาช่วยหาเสียง
7. ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของรัฐ พนักงานลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมามีส่วน
 ร่วมในการหาเสียง
8. โฆษณาหาเสียงโดยวิธี ทาสี พ่นสี หรือระบายสี ข้อความภาพหรือรูป หรือปิดประกาศที่รั้ว กำแพง ผนัง อาคาร สะพาน เสาไฟฟ้า หรือเสาไม้ ซึ่งเป็นทรัพย์ของทางราชการหรือเจ้าของไม่อนุญาต
9. เล่นหรือจัดให้มีการพนัน เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
10. รวบรวมบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ใช้แสดงตนในการไปใช้สิทธิลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้อื่นตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรในระหว่างวันประกาศให้มีการเลือกตั้งถึงวันถัดจากวันเลือกตั้ง

 11. การโฆษณาหาเสียงโดยการกล่าวถึงนโยบายในการที่จะเข้าไปบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดให้กระทำได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นงานที่กำหนดว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆตามกฎหมาย และการดำเนินงานตามนโยบายนั้นจะต้องใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีความเป็นไปได้จริง โดยพิจารณาถึงงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกสมาชิกสภาเทศบาลโดยพิจารณาจากอะไร ?
* เลือกจากแนวคิด วิสันทัศน์(กำก๊ก) วิธีการนำเสนอในการทำหน้าที่ของผู้สมัคร
* เลือกจากคนดีที่มีภูมิหลัง ประวัติการทำงาน การประกอบ คุณงามความดี ที่ทำให้กับส่วนร่วม มีความพร้อมในทุกๆด้าน
* เลือกจากคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ประกอบอาชีพสุจริตประพฤติปฏิบัติไม่ผิดในศีลในธรรม ประกอบแต่คุณงามความดีที่เป็น ประโยชน์แก่สาธารณะ (ส่วนร่วม)
* เลือกจากคนดีที่มีความรู้ (รู้ในหน้าที่ มีความเป็นผู้นำ เสียสละต่อส่วนรวมรู้ปัญหาความต้องการของประชาชน) มีความสามารถ (ความสามารถในการทำงาน มีความคิดมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล) มีความสามารถในการนำเสนอปัญหา แนวทางแก้ไข ตามความต้องการของประชาชน มีประสบการณ์ เคยทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม
* เลือกคนดีคนที่มีความต้องการเป็นตัวแทนประชาชนในการทำหน้าที่สมาชิกสภาเทศบาล ด้วยความตั้งใจ (ไม่ดูถูกประชาชน โดยการให้อามิสสินจ้าง รางวัล (ซื้อเสียง) ที่เข้าข่ายกระทำผิด พรบ.การเลือกตั้งฯ ประกาศ กกต.)
คนดี ตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา 7 ประการ
1. รู้หลักและรู้จักเหตุ คือคนที่รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าใจสิ่งที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เช่น รู้ว่ามีตำแหน่งฐานะอาชีพ การงานมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร รู้ว่าอะไรจะต้องทำอะไร อย่างไรจึงจะบรรลุผลสำเร็จ
ระดับสูงสุด คือรู้เท่าทันกฎธรรมดา หรือหลักความจริงของธรรมชาติ ปฏิบัติต่อโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง มีจิตอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิตนั้น
2. รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่กระทำรู้ว่าที่ต้องทำอย่างนั้น ดำเนินชีวิตอย่างนั้น เพื่อประสงค์ เพื่อประโยชน์อะไร หรือควรจะได้บรรลุถึงผลอะไร
3. รู้ตน รู้ตามเป็นจริงว่า ตัวเราโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถ และคุณธรรม เท่าไหร่ อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม ทำการให้สอดคล้องถูกจุดที่จะสัมฤทธิผล ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงตน ให้เจริญงอกงามถึงความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
4. รู้ประมาณ รู้จักพอดีในการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะพอดีในการพูดการปฏิบัติกิจและทำการต่างๆ ตลอดจนการพักผ่อนนอนหลับ การสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทำการทุกอย่างโดยความเข้าใจมิใช่เพียงเพื่อความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจ แต่ทำความดีแห่งเหตุปัจจัยขององค์ประกอบทั้งหลายที่จะลงตัว ให้เกิดผลดีงาม ตามที่มองเห็นด้วยปัญญา
5. รู้กาล รู้เวลาเหมาะสมและระยะที่พึงจะใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน ปฏิบัติการ
ต่างๆและเกี่ยวข้องกับคนอื่น รู้ว่าเวลาไหน ควรทำอะไร อย่างไร และทำให้ตรงเวลา
6. รู้ชุมชน คือรู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมชน หรือชุมชน รู้การอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมชน
รู้ว่าชุมชนมีระเบียบวินัยหรือวัฒนธรรมประเพณีอย่างนี้ควรเกี่ยวข้องควรสงเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์ให้อย่างนี้
7. รู้บุคคล รู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคล ว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถและคุณธรรม ใครยิ่งใครหย่อนอย่างไร ควรจะคบหรือไม่ ได้คติอะไร จะเกี่ยวข้อง จะใช้ จะยกหย่อง จะตำหนิ หรือจะแนะนำสั่งสอนอะไร จึงจะได้ผลดี

กฎหมายการศึกษา

บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็น
มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรง
ชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
การจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเรื่องการจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้
1) มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก ระดับและประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอก
ชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา
บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง
และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
- บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความต้องการเป็นพิเศษ หรือผู้ด้อย
โอกาสมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
- บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับการศึกษาทั้งภาคบังคับ และนอก
เหนือจากภาคบังคับตามความพร้อมของครอบครัว

- บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสิทธิ
ได้รับสิทธิประโยชน์ตามควรแก่กรณีดังนี้
- การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรหรือผู้ซึ่งอยู่ใน
ความดูแล รวมทั้งเงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
ระบบการศึกษา
การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถาน
ศึกษาจัดได้ทั้งสามรูปแบบ และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือ
ต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา และ
ระดับอุดมศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา
ให้มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี นับจากอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก หรือเมื่อสอบได้ชั้นปีที่เก้า
ของการศึกษาภาคบังคับ
- สำหรับเรื่องสถานศึกษานั้น การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดใน
1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ เอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรง
พยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
- การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ หน่วยงานทื่เรียกชื่ออย่างอื่น
ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถาน ศึกษาของเอกชน สถาน
ประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ กระทรวง ทบวง กรม รัฐ
วิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษา เฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วย
งานนั้นได้โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กฎหมายการเกณฑ์ทหาร

การเกณฑ์ทหารในประเทศไทย

การเกณฑ์ทหารในประเทศไทยในปัจจุบัน อาศัยความตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดให้ชายไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการทหาร และยังเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย ขั้นตอนการเกณฑ์ทหารเริ่มต้นจากการลงบัญชีทหารกองเกินของชายไทยไว้ก่อน และจะมีการเรียกผู้ที่ลงบัญชีไว้มาตรวจเลือกเอาคนที่ทางทหารเห็นว่าเหมาะสมไปตามจำนวนที่ต้องการเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ
ชายไทยจำนวนมากไม่ต้องผ่านการเกณฑ์ทหารเพราะผ่านการเรียนรักษาดินแดนครบสามปี ส่วนผู้ที่ไม่ได้เรียนรักษาดินแดนหรือเรียนไม่ครบตามกำหนดหลักสูตรและไม่มีข้อยกเว้นอย่างอื่นต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือก ผู้ที่ศึกษาอยู่ หรือ ผู้ที่มีความจำเป็นต่างๆ และผู้ที่กฎหมายเห็นว่ามีเหตุอันสมควร จะสามารถไม่ต้องไปรับการตรวจเลือก หรือ ไปรับการตรวจเลือกแต่ได้รับการผ่อนผันและแต่กรณีซึ่งมักเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่บัญญัติไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงได้มีการเพิ่มเติมแก้ไขอย่างต่อเนื่องตลอดเวลากว่า 50 ปีของการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
เนื่องจากกฎหมายทหารมีความซับซ้อนและมีกฎกระทรวงจำนวนมากออกมาแก้ไขกฎกระทรวงเก่าหรือยกเลิกกฎกระทรวงเก่าเป็นเหตุให้ผู้ที่ไม่เข้าใจขั้นตอนการเกณฑ์ทหารหลงเชื่อมิจฉาชีพซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายทหารหรือฝ่ายปกครองเองยอมจ่ายสินบนเพื่อเป็นการตอบแทนในการช่วยให้พ้นจากการรับราชการทหาร
การตรวจเลือกคนเข้ากองประจำการ
1.       คนที่มีร่างกายสมบูรณ์ดี
2.       ไม่สมบูรณ์ดีแต่ไม่ถึงกับทุพพลภาพ
3.      คนที่ไม่แข็งแรงพอที่จะรับราชการทหารในขณะนั้นได้ เพราะป่วยและไม่สามารถรักษาให้หายได้ใน 30 วัน
4.     พิการ ทุพพลภาพ หรือ มีโรคที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้

การเข้ารับราชการกองประจำการ
บุคคลที่ตรวจเลือกเข้ามาเพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ โดยปกติมีระยะเวลาสองปี  แต่สำหรับผู้มีคุณวุฒิต่างๆ อาจมีระยะเวลาเข้ารับราชการกองประจำการน้อยกว่าสองปีได้

กฎหมายทะเบียนราษฎร

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

กฎหมายทะเบียนราษฎร
  กฎหมายทะเบียนราษฎร หมายถึง กฎหมายที่ว่าด้วยงานทะเบียนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับราษฎร อันได้แก่ การแจ้งเกิด การแจ้งตาย การแจ้งการย้ายที่อยู่ การทำบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงการสำรวจ ตรวจสอบหรือ
ปรับปรุงการทะเบียนราษฎร และการจัดทำทะเบียนประวัติราษฎร

การแจ้งการเกิด

1.คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือบิดาหรือมารดา
แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนเกิดในบ้าน ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่เกิด
 2.คนเกิดนอกบ้าน ให้บิดาหรือมารดาแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิดแห่งท้องที่ที่มีคนเกิด
นอกบ้านหรือแห่งท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้ ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่เกิด แต่ในกรณีจำเป็นที่ไม่อาจแจ้งได้ภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันที่เกิดก็ให้แจ้งภายหลังได้แต่ต้อง
ม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันที่เกิด

 3.กรณีเด็กไร้เดียงสาถูกทอดทิ้ง เด็กเร่รอน เด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือเด็กถูกบุพการี
ทอดทิ้ง และเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย ให้รับแจ้งเกิดและออกใบสูติบัตรให้
 
แต่เดิมแม้จะมีเอกสารทางทะเบียนราษฎรในการออกสูติบัตรรับแจ้งการเกิด ที่เรียกว่า สูติบัตรสำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่เนื่องจากกรมการปกครองเห็นว่าจะทำรายการทางทะเบียนราษฎรให้เฉพาะผู้มีสิทธิ
อาศัยในประเทศไทยเท่านั้น ทำให้เด็กทารกที่มีบุพการีหรือบิดามารดาที่ไม่มีสิทธิอาศัยไม่ได้รับการแจ้งการเกิด จดทะเบียนการเกิดและสูติบัตร



หลักฐานที่นำไปแสดงในการแจ้งการเกิด
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน บิดา มารดา หรือผู้แจ้ง
-สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- หนังสือรับรองการเกิด (ทร. 1/1)

การแจ้งการตาย
     
                                 1.คนตายในบ้าน  ให้เจ้าบ้านแจ้งการตายต่อ
 
นายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนตาย ภายในยี่สิบ
สี่ชั่วโมง นับแต่เวลาตายในกรณีไม่มีเจ้าบ้านให้ผู้พบศพ
แจ้งการตาย ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่เวลาพบศพ
             2.คนตายนอกบ้าน ให้บุคคลที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพแจ้งการตายต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
แห่งท้องที่ที่มีการตายหรือพบศพแล้วแต่กรณี หรือนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้ ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
นับแต่เวลาตายหรือเวลาพบศพในกรณีเช่นนี้จะแจ้งการตายต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็ได้


หลักฐานที่นำไปแสดงในการแจ้งการตาย     - บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง หรือสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของผู้แจ้ง
    -
บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย (ถ้ามี) หรือสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของผู้ตาย (ถ้ามี)
    -
หนังสือรับรองการตายจากสถานพยาบาล (ทร. 4/1)
   
- ใบรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสถาบันนิติเวช(กรณีตายผิดธรรมชาติหรือตายไม่ทราบสาเหตุ)
การตายโดยผิดธรรมชาติ
       ได้แก่  ฆ่าตัวตาย  ถูกผู้อื่นทำให้ตาย  ถูกสัตว์ทำร้ายให้ตาย  ตายโดยอุบัติเหตุ ตายโดยมิปรากฏสาเหตุ
(
ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 148)


                             การแจ้งการย้ายที่อยู่  
      เมื่อมีการย้ายที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็น การย้ายเข้า หรือการ ย้ายออก ให้  เจ้าบ้าน แจ้งการย้ายที่อยู่ต่อ
นายทะเบียนผู้รับแจ้งภายใน 15 วัน นับแต่ผู้นั้นย้ายเข้าหรือย้ายออก

หลักฐานที่นำไปแสดงในการแจ้งย้ายที่อยู่

 
         - บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านและผู้แจ้ง
      -
บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ได้รับมอบ
                
หมายจากเจ้าบ้าน (กรณีมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน)
      -
สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
      -
หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ถ้ามี)
      -
ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร.6) ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 กรณีการแจ้งย้ายเข้า

 การแจ้งย้ายปลายทาง
      ผู้ย้ายจะต้องจะต้องไป แจ้งย้ายปลายทางด้วยตนเอง (แจ้งย้ายเข้าและแจ้งย้ายออก) โดยนำ
สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมหนังสือยินยอมจากเจ้าบ้านที่เข้าไปอยู่ใหม่ บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับถ่ายเอกสาร)ที่มีชื่อเดิมแสดงต่อนายทะเบียน
แห่งท้องที่ที่ไปอยู่ใหม่
                                         
ภูมิลำเนาของผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
                 กฎหมายวางหลักสันนิษฐานเกี่ยวกับภูมิลำเนาของบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไว้ว่าผู้ใดมีชื่ออยู่ใน
ทะเบียนบ้านใดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นอยู่และมีภูมิลำเนาอยู่ณที่นั้น

        การทำบัตรประชาชน
 คุณสมบัติของบุคคลที่ต้องทำบัตร
                         
ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน
เจ็ดสิบปีบริบูรณ์และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
ตามบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน
(
ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542
                         
ผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร ซึ่งมีบัตรประจำตัวตามกฎหมายอื่น ให้ใช้บัตรประจำตัวนั้นแทน
บัตรประจำตัวประชาชน แต่หากประสงค์จะขอมีบัตร (รวมทั้งผู้ซึ่งมีอายุเกินเจ็ดสิบปี) ก็สามารถทำได้และต้องเสียค่า
ธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด
    2.1 หลักฐานเอกสารที่ต้องนำไปแสดง

     (2.1.1)
สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน (ท.ร.14)
     (2.1.2)
สูติบัตรหรือหลักฐานเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่นใบสุทธิ สำเนาทะเบียนนักเรียน เป็นต้น
    (2.1.3)
หากไม่มีหลักฐานตามข้อ 2.1.2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ไปให้การรับรองด้วย
    (2.1.4)
กรณีบิดาและมารดาเป็นบุคคลต่างด้าวให้นำใบสำคัญประจำตัวบุคคลต่างด้าวของบิดา
และมารดามาแสดง ถ้าบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรมให้นำใบมรณบัตรไปแสดงด้วย
    2.2
การขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกดังกล่าวนี้   ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำบัตร
แต่อย่างใด