วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กฎหมายอาญา


กฏหมายอาญา:
        ถูกจัดอยู่ในประเภทของกฎหมายมหาชน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนในแง่ที่ว่า หากประชาชนฝ่าฝืนข้อห้ามแล้วจะต้องถูกลงโทษ กฎหมายอาญานั้นจะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เนื่องจาก เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดและการลงโทษซึ่งกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพและชีวิตของบุคคล

ข้อพิจารณาในเบื้องต้น
ในกฎหมายอาญา จะไม่มีความผิด และไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้
กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังให้บุคคลต้องได้รับโทษหนักขึ้น
กฎหมายอาญา
หลัก: ใช้บังคับเฉพาะกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรเท่านั้น
ข้อยกเว้น: อาจนำไปบังคับใช้นอกราชอาณาจักรได้ ในกรณี
ในเรื่องการกระทำความผิดที่เกิดบนอากาศยานไทย หรือเรือไทยขณะอยู่นอกราชอาณาจักร
ในเรื่องการกระทำความผิดร้ายแรงบางอย่างที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร เช่น ความผิดฐานลอบปลงประชนม์พระมหากษัตริย์ไทย ฐานกบฐ ฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานโจรสลัด
ความรับผิดในทางอาญา
(ดูแผนผังโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ในหน้า ๔๙ ประกอบด้วย)
การจะตัดสินว่าบุคคลใดจะต้องมีความรับในทางอาญา เราจะต้องพิจารณาในทุกส่วนของโครงสร้างอย่างต่อเนื่องกันจึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าบุคคลนั้นจะมีความผิดหรือไม่ จะพิจารณาเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้
ความรับผิดในทางอาญา: โครงสร้างการกระทำความผิด
๑.   องค์ประกอบภายนอก = การกระทำ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท
๑.    การกระทำโดยการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก
๒.    การกระทำโดยการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย (งดเว้นการที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้ผลเกิดขึ้น)
๓.    การละเว้นไม่กระทำโดยมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด
๒.   ความรับผิดในทางอาญา: โครงสร้างการกระทำความผิด
    ๒. องค์ประกอบภายใน = เจตนา แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
      ๑.เจตนาประสงค์ต่อผล
      ๒. เจตนาย่อมเล็งเห็นผล
ความรับผิดในทางอาญา
โครงสร้างการกระทำความผิด
          เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายในควบคู่กันไปแล้ว พบว่าผู้กระทำมีทั้งการกระทำภายนอกและเจตนา ลำดับต่อไปเราก็จะต้องพิจารณาถึงผลของการกระทำนั้น ว่าสำเร็จตามที่ผู้กระทำตั้งใจไว้หรือไป โดยเราสามารถแบ่งผลของการกระทำออกได้เป็น ๒ กรณีดังนี้
          ๑. ความผิดสำเร็จ = ผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ รับโทษตามกม.กำหนดไว้
          ๒. พยายามกระทำความผิด = ผลไม่สำเร็จตามตั้งใจ รับโทษเบากว่า กรณีที่ความผิดสำเร็จ
ความรับผิดในทางอาญา: โครงสร้างการกระทำความผิด
ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า บุคคลจะรับผิดทางอาญาเฉพาะเมื่อกระทำโดยเจตนาเท่านั้น แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้นว่า บุคคลอาจจะต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาทก็ได้ ถ้ามีกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น
นิยามของ การกระทำโดยประมาท คือ
              การกระทำความผิดที่มิใช่โดยเจตนาแต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

ความรับผิดในทางอาญา: โครงสร้างการกระทำความผิด
พยายามกระทำความผิด แบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ
๑ การพยายามกระทำความผิดซึ่งไม่บรรลุผล
๒ การพยายามกระทำความผิดแต่ไม่บรรลุผลอย่างแน่แท้
๓ ผู้พยายามกระทำความผิดยับยั้งหรือกลับใจ

เหตุยกเว้นความผิด
คือ การที่แม้ว่าบุคคลจะได้กระทำการที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด แต่ถ้าการนั้นมีเหตุยกเว้นความผิด ก็จะทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดในทางอาญาแต่ประการใด
เหตุยกเว้นความผิดที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
๑. ป้องกัน
๒. ความยินยอม
๓. มีกฎหมายยกเว้นความผิดโดยชัดแจ้ง
เหตุยกเว้นโทษ
กล่าวคือ แม้ว่าการกระทำความผิดของบุคคลหนึ่งจะไม่มีเหตุยกเว้นความผิด แต่ก็อาจไม่ต้องรับโทษก็ได้ ถ้าการกระทำนั้นเข้าเหตุยกเว้นโทษต่อไปนี้
๑. จำเป็น
๒. เด็กอายุไม่เกิน ๑๔ ปี
๓. คนวิกลจริต
๔. การกระทำของผู้มึนเมาที่เสพเข้าไปโดยไม่รู้ว่าเป็นของเมา
เหตุลดโทษ
กล่าวคือ แม้ว่าการกระทำของบุคคลจะมีความผิดตามกฎหมาย และไม่มีเหตุยกเว้นโทษ แต่ผู้กระทำอาจจะได้รับโทษน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ ถ้ามีเหตุลดโทษต่อไปนี้
๑. บันดาลโทสะ
๒. ป้องกันหรือจำเป็นที่เกินกว่าเหตุ
๓. ผู้กระทำมีอายุเกิน ๑๔ ปี แต่ไม่เกิน ๒๐ ปี
๔. การกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ระหว่างญาติสนิท
ผู้กระทำความผิดหลายคน
ในบางครั้งการกระทำความผิดทางอาญาอาจมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน ผู้กระทำความผิดแต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงใด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือกันกระทำว่ามีความแนบแน่นระดับไหน
๑. ตัวการ
๒. ผู้ใช้
๓. ผู้สนับสนุน
โทษสำหรับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญามี ๕ ชนิด คือ
๑. ประหารชีวิต
๒. จำคุก
๓. กักขัง
๔. ปรับ
๕. ริบทรัพย์สิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น